PDA

View Full Version : เข้าใจใหม่! “โรคกระเพาะอาหาร” ไม่ได้เป็น



Busba1122
30-07-20, 04:18 AM
https://s.isanook.com/he/0/ud/4/24333/stomach-ache.jpg

เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องโตมากับคำสอนของผู้หลักผู้ใหญ่มาตั้งแต ่เด็ก หรือแม้แต่อ่านเจอในหนังสือเรียนว่า “กินข้าวไม่ตรงเวลา ระวังเป็นโรคกระเพาะ” หรือ “อย่าอดข้าว เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะ” แต่ที่จริงแล้ว “โรคกระเพาะอาหาร” ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งนี่อาจจะเป็นความรู้ใหม่สำหรับใครหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ โรคกระเพาะอาหาร (Gastritis) คือ เป็นโรคที่มีอาการอักเสบหรือระคายเคืองบริเวณเยื่อบุ ในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบระยะเวลาส ั้น ๆ รักษาหายได้เพียงกินยาตามแพทย์สั่ง แต่ถ้าเกิดอักเสบแบบเรื้อรัง ก็จะทำให้กระเพาะอาหารเป็นแผล จนเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะกลายเป็นโรคร้ายแรง อย่างเช่น แผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด
อาการของโรคกระเพาะอาหาร
โดยทั่วไปคือ มีอาการปวดท้องส่วนบน ร่วมกับอาหารไม่ย่อย ท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง เรอบ่อย คลื่นไส้อาเจียนหลังจากกินอาหาร ความจริงแล้วอาการเหล่านี้ไม่ได้ร้ายแรง แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนจากแผลที่เกิดขึ้นในกระเพาะอา หาร ทำให้กระเพาะบาง กระเพาะทะลุ มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ก็อาจนำไปสู่ภาวะเสียเลือดจนเสียชีวิตได้
สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร
ความเชื่อแต่เดิมของเรา เข้าใจว่าโรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นจากการที่กินอาหารไ ม่ตรงเวลาหรืออดอาหาร ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เราควรต้องกินอาหาร แต่ในกระเพาะไม่มีอาหาร ทำให้น้ำย่อยที่มีสภาวะเป็นกรดนั้นไปย่อยเอาผนังกระเ พาะอาหารแทน จนเกิดการอักเสบ เป็นแผล และกลายเป็นโรคกระเพาะอาหารในที่สุด แต่ในทางการแพทย์อธิบายว่า สภาพในกระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดสูง ซึ่งร่างกายจะสร้างเยื่อเมือกเคลือบผนังกระเพาะเพื่อ ทำหน้าที่ป้องกันเยื่อบุกระเพาะอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารนั้น มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า เอช ไพโลไร (H. pylori) ทางเข้า (https://www.168slotxo.net/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B 9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99-slotxo-%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B5/)
เมื่อกระเพาะอาหารติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเต อร์ ไพโลไรขึ้นมา ทำให้การหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และเยื่อเมือกที่เคลือบกระเพาะอยู่เกิดความผิดป กติ กระเพาะต้องย่อยอาหารนานขึ้น ผิวกระเพาะอาหารจึงเกิดการอักเสบตามมาด้วย เมื่อเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร เข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหาร เชื้อจะแปรสภาพตัวเองให้มีสภาวะเป็นเบส (ด่าง) ทำให้เชื้อสามารถทนอยู่ในกระเพาะที่มีสภาวะเป็นกรดได ้ จากนั้นเชื้อจะไปรวมตัวอยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหา ร ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดอาการอักเสบได้ จนทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากขึ้น จนกลายเป็นโรคกระเพาะอาหาร
ซึ่งเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรนี้ สามารถพบปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม อย่างไรก็ตามไม่ได้พบเจาะจงในอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป ็นพิเศษ โดยเชื้อชนิดนี้เพิ่งได้รับการยืนยันว่ามีความสัมพัน ธ์กับโรคกระเพาะอาหารเมื่อปี 2005 โดยแพทย์ชาวออสเตรเลีย 2 คน คือ นายแพทย์แบรร์รี่ เจ. มาร์แชล (Barry J. Marshall) และนายแพทย์เจ. โรบิน วาร์เรน (J. Robin Warren) การค้นพบนี้ทำให้แพทย์ทั้ง 2 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปีเดีย วกันนั่นเอง ดังนั้น ถ้าพูดถึงคนที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์ ล้วนติดเชื้อมาจากแบคทีเรียชนิดนี้
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ถูกระบุว่าทำให้เกิดโรคก ระเพาะอาหารได้ด้วยเช่นกัน คือ การติดเชื้อราบางชนิด พฤติกรรมสุขภาพ ทั้งการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน รวมถึงการกินยาที่ฤทธิ์กัดกระเพาะ (ยาที่แพทย์สั่งให้กินหลังอาหารทันที) ซึ่งมักเป็นกลุ่มยาแก้อักเสบหรือยาแก้ปวด หรือยาสเตียรอยด์ ที่มีผลทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้บางล งได้ ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการป้องกันกรดที่จะหลั่งออกม าย่อยอาหาร ส่วนความเชื่อที่ว่าการกินอาหารไม่ตรงเวลาหรือการอดอ าหารทำให้เกิดโรคกระเพาะนั้น น่าจะมาจากอาการกำเริบ หาก ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารรสจัด กินยาที่กัดกระเพาะ ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รวมถึงกินอาหารไม่ตรงเวลา ในขณะที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้น้ำย่อยซึ่งมีสภาพเป็นกรดหลั่งไปโดนบริเวณที่เป ็นแผล จึงทำให้มีอาการปวดแสบ จนเข้าใจผิดไปว่าโรคเกิดจากการที่น้ำย่อยในกระเพาะกั ดกระเพาะ